บทที่ 1 เทวัญ กับ ลูกแกะหลงทาง [Genesis Side] (บทต้น)

ดวงตาคู่เล็กๆ ค่อยๆกระพริบ และ ลืมตาตื่น เมื่อข้าเห็นเช่นนั้นจึงเอ่ยถามว่า
ไง ตื่นแล้วรึ ? เจ้าหลับไปเกือบ 3 วันเชียวนะ รู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง ?” แต่ดูเหมือนคู่สนทนาของข้าจะกำลังงงๆ จึงไม่ได้ตอบกลับมาทันที มันก็ไม่แปลกหรอกนะ เพราะหลังจากหลับยาว จู่ๆก็ตื่นขึ้นมาในบ้านใครก็ไม่รู้นี่นา ข้ายักไหล่เป็นเชิงว่าไม่ตอบก็ไม่เป็นไร แล้วไปลากเก้าอี้มานั่งใกล้ๆ
สายตาของร่างเล็กๆ บนเตียงนั้น จับจ้องมาที่ตัวข้าและพูดด้วยเบาๆว่า “ท่านเป็นใคร ?”

ข้าชื่อ เจเนซิส..... เจเนซิส โอเวล เป็นเออ.....จะว่ายังไงดีละ เออ....ช่างมันเถอะ” ข้าสบัดมือเพื่อบอกให้รู้ว่าไม่ต้องไปใส่ใจ รู้ไปก็เท่านั้น “ว่าแต่เจ้าเถอะ เป็นใครกันแน่ ?” พอสิ้นเสียงคำถาม
ร่างเล็กๆในชุดสีขาวนั้นก็พยายามลุกขึ้นยืนบนเตียง พลางขยับปีกสีเทากลางหลังของตนเอง ก็ไม่ได้อยากจะวิจารณ์หรอกนะ แต่จากประสบการณ์คนที่มีปีกอยู่กลางหลังแบบนี้ มันก็ต้องเทวดาแหงๆอยู่แล้ว เพียงแต่ เออ... นี่มันค่อนข้างจะแปลกไปซักหน่อย คือ...ปกติแล้วเทวดาจะต้องมีปีกสีขาว เรื่องความสูงไม่ต้องพูดถึงบางองค์สูงกว่าตัวข้าด้วยซ้ำ แต่หมอนี่มีปีกสีเทา ซ้ำพอยืนให้เห็นชัดๆบนเตียงแบบนี้แล้ว เห็นได้ชัดเลยว่าสูงประมาณฝ่ามือของข้าท่านั้นเอง

ผมชื่อ อาเบล ขอบคุณที่ช่วยผมฮะ” เทวดาจิ๋วค้อมตัวลงอย่างน้อบน้อม ทำเอาข้าตกใจไปเลยทีเดียว ก็ใครจะไปคิดว่าจะมีเทวดามาขอบคุณคนที่มีอาชีพเช่นข้ากัน “แล้วเจ้ามาทำอะไรที่นี่ ?” ข้าถาม

อาเบลไม่ตอบได้แต่เอามือจับผ้าพันแผลบนศรีษะของตน ซึ่งตอนที่ข้าไปเจอตัวเขาก็พันไว้อยู่ก่อนแล้ว บางทีคงจะถูกใครทำร้ายหรือเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็ได้ ข้าจึงถามต่อว่า “หรือว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกแกะของเจ้า ?” “ลูกแกะ.....เหรอฮะ ? เกี่ยวอะไรกับลูกแกะด้วยฮะ ?” อาเบลตอบกลับ

เดี๋ยวๆ ไม่รู้จักลูกแกะ ? ตกลงเจ้าเป็นเทวัญรึเปล่า ?” ข้าทำหน้าไม่ค่อยแน่ใจ พลางใช้นิ้วดันแว่นขึ้นเล็กน้อย แล้วเสียงเล็กๆก็ตอบกลับมาว่า “เทวัญ หมายถึง อะไรฮะ ?”

คำตอบนี้ทำเอาข้ากุมขมับเลยทีเดียว เจ้าหมอนี่กำลังล้อข้าเล่นอยู่รึเปล่า ? เป็นไปไม่ได้ที่เทวดาจะไม่รู้จักทำว่า “ลูกแกะ” หรือ “เทวัญ” ข้าชำเลืองมองหน้าของอาเบล ก็ได้แต่ถอนหายใจ เพราะดูทางจะไม่ได้ล้อเล่นหรือโกหกอะไร

เทวดาไม่มีวันโกหก.....สินะ เอาเถอะงั้นข้าจะอธิบายให้ฟัง

โดยปกติแล้วเทวดาจะไม่ลงมายังโลกมนุษย์หากไม่มีกิจอันจำเป็น แต่หากเป็นเทวัญนั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง คำว่า เทวัญ นั้นหมายถึง เทวดาผู้คุ้มครองมนุษย์ผู้ถูกเลือก ซึ่งโดยมากก็จะเป็น ผู้ที่มีความดีงามมาก หรือ ผู้รับใช้พระเจ้า เช่น บาทหลวง หรือ แม่ชี เป็นต้น และเหล่าผู้ถูกคุ้มครองนี่เอง คือผู้ที่เราเรียกว่า ลูกแกะ

หมายความว่าผมเป็น เทวัญ เหรอฮะ ?” อาเบลถาม

เจ้าถามข้าแล้วข้าจะไปถามใคร ??” ถึงจะฟังดูเหมือนคำถามกวนๆ แต่ก็จริงใจเกินว่าจะไม่เชื่อ ข้าล่ะแพ้คนประเภทนี้นักเชียว “เอาเป็นว่า เจ้าค่อยๆคิดไปละกัน เผื่อว่าจะนึกอะไรออก แล้วก็จะเดินดูรอบๆภายในบ้านข้าก็ได้ แต่อย่าออกไปเพ่นพ่านนอกบ้าน เข้าใจนะ ?

อาเบลพยักหน้า “แล้วท่านจะไปไหน ?

ไปทำงาน

.
.
.
.
.
.
.

ยูนิฟอร์มสำหรับทำงานของข้าเป็น ชุดสีดำแขนยาว ชายเสื้อด้านหน้ายาวประมาณเอว ส่วนชายเสื้อด้านหลังยาวไปจนถึงเกือบจะขาท่อนล่าง สวมกางเกงขายาวสีขาว รองเท้าสีดำ ดูเผินๆอาจจะคล้ายๆ บาทหลวง แต่ว่าไม่ใช่.........

ข้าเป็น “หมอผี

ฟังๆ ดูอาจจะไม่ค่อยเท่ซักเท่าไหร่ แต่ก็มีคนเข้ามาขอความช่วยเหลือไม่น้อยเลยทีเดียว
คนส่วนใหญ่ที่นี่ไม่มีที่พึ่ง ที่เมืองซานตาน่าแห่งนี้แม้ว่าจะมีโบสถ์แต่ไม่มีนักบวช ที่เป็นเช่นนี้เพราะพวกเขารับรู้สึกสิ่งอัปมงคลที่เกินกว่าพวกเขาจะรับมือไหว จึงได้หนีจากเมืองนี้ไปกันหมด
ครั้งแรกที่ข้ามาถึงเมืองนี้ก็รับรู้ได้ทันทีว่า ที่นี่เป็นแหล่งดึงดูดความอัปมงคลและโชคร้ายต่างๆ ซึ่งแม้ว่าข้าได้ขับไล่ไปบางส่วนแล้ว แต่นั้นก็เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ บางทีถ้ารู้ว่าต้นตอเกิดจากอะไร ก็คงจะขจัดปัญหาให้สิ้นซากไปได้............ เฮ้อ....ว่าไปนั้น

ข้าเดินไปตามถนนที่ปูด้วยอิฐสีขาว สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้า และ ผู้คนที่กำลังจับจ่ายซื้อของ อาจจะฟังดูแปลกๆ แต่เมืองที่สามารถดึงดูดโชคร้ายเข้ามาได้นี้ ในทางกลับกันก็สามารถดึงดูดผู้คนเข้ามาได้มากเช่นกัน จึงทำให้ที่นี่ก็เป็นเมืองเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยพ่อค้า แม่ค้า และ นักท่องเที่ยว

ท่านนักบวชคะ” ข้าหันไปทางต้นตอของเสียง สาววัยกลางคนที่กำลังอุ้มเด็กทารก และ จูงเด็กสาววัยประมาณ 6 ขวบ กำลังเดินตรงมาหาข้า เธอบอกให้ลูกสาวทักทาย เด็กสาวจึงโค้งตัวแล้ววิ่งไปหลบหลังคุณแม่ “ขอโทษด้วยนะคะ ลูกสาวดิฉันแกขี้อาย” ข้ายิ้มและตอบกลับ “ไม่เป็นไรฮะคุณน้า เด็กๆก็แบบนี้แหละ

ขอบคุณท่านนักบวชอีกครั้งนะคะ ที่ช่วยปัดเป่าโรคร้ายให้แก่ลูกสาวทั้งสองของดิฉัน ดิฉันไม่ทราบว่าจะตอบแทนท่านยังไงดี

มิได้ครับ ข้าแค่ทำงานของข้า แล้วก็ได้รับค่าตอบแทนมาแล้วด้วย

หญิงสาวมีท่าทีเกรงอกเกรงใจ “แต่ดิฉันไม่สบายใจ แต่ละครั้งที่ดิฉันเรียกท่านไป ท่านก็บอกแต่ว่าได้รับค่าตอบแทนมาแล้วทั้งๆที่ ดิฉันยังไม่ได้.....

ข้าได้รับมาแล้วจริงๆ” ข้ายิ้มตอบและพูดต่อว่า “แล้วก็ข้าไม่ใช่นักบวช ไม่ต้องเรียกนักบวชก็ได้

หญิงสาวส่ายหน้า “ไม่ได้หรอกค่ะ เพราะท่านเปรียบเสมือนนักบวชคนเดียวในเมืองของพวกเรา.....” ทันใดนั้นเองก็มีเสียงของเด็กสาวดังขึ้น

สวัสดีค่ะ คุณน้าอีเรีย สวัสดีค่ะ ท่านนักบวช” เด็กสาวอายุราวๆ 15 ปี แม่ค้าขายดอกไม้ประจำเมืองทักทาย “วันนี้จะกลับบ้านแล้วเหรอจ๊ะ ? เหนื่อยหน่อยนะฮันน่า” น้ำเสียงของคุณน้าเต็มไปด้วยความเอ็นดู ฮันน่าพักหน้าเป็นเชิงตอบรับและกล่าวต่อว่า “ค่ะ พอดีพ่อของหนูไปสบาย หนูต้องกลับไปดูแลท่านเร็วหน่อย
คุณน้าตอบกลับด้วยความเป็นห่วงว่า “จริงรึเนี่ย ถึงว่าหมู่นี้ไม่ค่อยเห็นหน้าค่าตา งั้นก็รีบๆกลับเถอะจ๊ะ
ขอบคุณค่ะ”ฮันน่าโค้งขอตัวกลับและเข็นรถบรรทุกดอกไม้เล็กๆ หลบหลีกฝูงชนออกไป

ข้ามองตามเด็กสาวที่ชื่อฮันน่า จนเธอหายลับไปจากสายตา “ฮันน่าเป็นคนที่น่าสงสาร” คุณน้าพูด “เธออยู่กับพ่อแค่ 2 คนมาตลอด สถานภาพของทางบ้านก็ไม่ค่อยดี มาตอนนี้พ่อของเธอยังล้มป่วยอีก เด็กคนนั้นคงทำงานหนักเป็น 2 เท่าแน่ๆ ท่านนักบวชเห็นรึเปล่า ? หน้าตาเธอซีดเซียวลงเยอะเลย

ใช่จริงๆ.....” ข้าขยับแว่นให้เข้าที่ “เด็กคนนั้น... ฮันน่า เธออาศัยอยู่ที่ไหนหรือครับ ?
อ้อ..เด็กคนนั้นแกอยู่ที่เนินนอกเมืองทางเหนือค่ะ ท่านนักบวชมีอะไรรึเปล่าคะ ?
ข้าว่า...ข้าน่าจะไปเยี่ยมเธอซักหน่อย ขอตัวก่อนนะครับคุณน้า

.
.
.
.
.
.
.

edit @ 18 Dec 2008 21:44:09 by Camio

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ฮันน่าเป็นอะไรไปล่ะเนี่ย ตามไปอ่านยาว ๆ ดีมั้ยนะ....
.....ไม่เอาดีกว่า รอลุ้นอ่านที่นี่แหละ ฮา confused smile

#1 By Buffo on 2008-12-19 19:02