Fiction

บทความต่อไปนี้เป็นบทแปลที่เจ้าของบล๊อคฟังและถอดความมาจาก Wild Arms 2nd Ignition Original Drama ซึ่งเป็นดราม่าที่หาฟังได้ยากยิ่งแล้ว

ตัวเนื้อหาภายในจะเป็นส่วนเติมเต็มเนื้อเรื่องที่ขาดหายไปจากเนื้อเรื่องหลักของเกม Wild Arms 2 โดยตัวละครหลักในครึ่งแผ่นแรกจะเป็น เมเรียเบล อาร์มิเทต และ โทนี่ สก๊อต ส่วนในครึ่งแผ่นหลังจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับแอชเลย์ และ โทนี่สลับกันไป

สำหรับคนที่อยากฟังฉบับเต็มๆก็ลองไปหาใน Niconico ดูได้ เจ้าของบล๊อคเองก็ฟังแล้วแล้วแกะเนื้อจากที่นั้น

เอาล่ะก่อนอื่นคงต้องขอแนะนำตัวละคร

อานาสตาเซีย รูน วาเลเรีย: สตรีแห่งดาบศักดิ์สิทธิ์ผู้ถือการ์เดี้ยนเบลอาร์การ์รัม

มาเรียเบล อาร์มิเทจ: ชนเผ่าโนเบลเรด(ผีดูดเลือด) คนสุดท้าย ผู้คอยเฟ้ามองความเป็นไปของฟาร์ไกอาตั้งแต่สมัยอานาสตาเซียจนถึงปัจจุบัน

*หมายเหตุ* ชื่อตัวละครขออ่านตามเสียงภาษาญี่ปุ่น

-------------------------------------------------

Wild arms 2 Ignition Original Drama 

 

01 ความทรงจำของมาเรียเบล

 มาเรียเบล: คนที่ยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อพวกพ้องโดยไม่ลังเล คนแบบนี้น่ะหายากทีเดียว และหนึ่งในจำนวนน้อยๆ นั้น คือบุคคลที่ผู้คนยกย่องให้เป็น วีรบุรุษ ใช่แล้ว.... ยกตัวอย่างเช่น  กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว โลกใบนี้มีสิ่งที่ถูกเรียกว่าเพลิงแห่งความหายนะอยู่นั่นคือ เทพปีศาจแห่งเปลวเพลิง ลอร์ดเบรซเซอร์  ขณะที่ปีศาจร้ายกำลังเผาผลาญโลกอยู่นั้นเอง หญิงสาวผู้หนึ่งได้ลุกขึ้นสู้ 

ลอร์ดเบรซเซอร์: หึๆๆ ยอดเยี่ยมมากที่ตามข้าจนมาถึงที่นี่ ถึงแม้ว่าเจ้าจะยืมพลังดาบศักดิ์สิทธิ์-อาการัมมาใช้ก็ตาม แต่ก็ยังเป็นแค่ผู้หญิงคนหนึ่ง 

อานาสตาเซีย: หึๆ เป็นพวกกีดกันทางเพศรึไงจ๊ะ ? ถึงจะชั้นเป็นผู้หญิงแต่ก็สู้ได้ไม่แพ้ผู้ชายหรอกนะ แม้ว่าจริงๆจะไม่อยากสู้ก็เถอะ (*เสียงตั้งท่าพร้อมสู้*) เอาล่ะ... มาจบๆกันซักทีเถอะ คุณเทพปีศาจผู้ชอบกีดกันผู้หญิง 

ลอร์ดเบรซเซอร์: หึๆๆๆ คงจะเป็นไปไม่ได้หรอก เพราะข้าไม่มีวันถูกทำลาย 

อานาสตาเซีย: ว่าอะไรนะ ? 

ลอร์ดเบรซเซอร์: ต้นกำเนิดพลังของข้ามาจากจิตใจอันดำมืดของมนุษย์ ความโกรธ ความแค้น ความกลัว และสิ่งหล่านี้ก็ให้กำเนิดข้า อาจจะฟังดูแสลงหู แต่ก็เป็นพวกมนุษย์ที่เจ้าปกป้องนั่นแหละ อนาสตาเซีย ฮะๆๆๆ 

อานาสตาเซีย: เรื่องแบบนี้..... แต่.......ไม่จริงน่า........ 

ลอร์ดเบรซเซอร์: เจ้าน่าจะรู้ดีอยู่แล้ว....  ทำไมเจ้าจึงต้องสู้เพียงลำพัง ? ทำไมจึงไม่มีพวกพ้องร่วมรบ ? ทั้งหมดนั่นเป็นเพราะความอ่อนแอของมนุษย์  มันผลักไสทุกอย่างให้ผู้หญิงตัวคนเดียวแบกรับ กลายเป็นเครื่องบูชายันต์ นั่นละจิตวิญญาณอันมืดมิดของมนุษย์ ที่มอบพลังให้ข้า 

อานาสตาเซีย: ไม่เข้าใจหรอกย่ะ ชั้นมันพวกลูกบ้ามากกว่าความน่ารักซะด้วย  ยิ่งกว่านั้น.... ชั้นไม่ได้สู้เพื่อให้ใครมาขอบคุณหรอกนะ ชั้นสู้เพื่อตัวชั้นเอง 

ลอร์ดเบรซเซอร์: โฮ่... เป็นหญิงสาวที่เข็มแข็งเสียจริง  

อานาสตาเซีย: หึ แต่ว่านะ อยู่คนเดียวมันก็เหงาจริงๆ นี่ช่วยมาคบกับชั้นหน่อยสิ 

ลอร์ดเบรซเซอร์: อะไรนะ 

อานาสตาเซีย: ชั้นจะผนึกนายด้วยพลังของอาการัมนี่แหละ ในเบื้องลึกของแผ่นดินนี้ตลอดกาล จะไม่ให้มีโอกาสได้ปรากฏตัวขึ้นมาบนโลกใบนี้อีกเป็นครั้งที่สอง พร้อมๆกับชั้น... 

ลอร์ดเบรซเซอร์: อ๊าคคคค อ๊าคคคค อึ๊ก เปล่าประโยชน์ เปล่าประโยชน์ ข้าไม่มีวันถูกทำลาย.... สักวันข้าจะกลับมา สักวัน.......... ข้าจะกลับมาแน่ 

อานาสตาเซีย: *หัวเราะ* คงไม่ได้หรอก ไม่ให้หนีไปได้แน่ ขอเดิมพันด้วยชีวิตของชั้น! 

ลอร์ดเบรซเซอร์: อ๊าคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคคค 

อานาสตาเซีย: ขอโทษนะมาเรียเบล ชั้นคงต้องขอไปคนเดียว อา.... ชั้นอยากเล่นกับเธอมาก..กว่า......นี้.... *เสียงปักดาบลงบนเพื่นดิน*........................................................................................................................................................... 

มาเรียเบล: อานาสตาเซียใช้ชีวิตของตนเอง ผนึกลอร์ดเบรซเซอร์ได้สำเร็จ เธอได้รับการขนานนามจากผู้คนว่า สตรีแห่งดาบศักดิ์สิทธิ์ ในฐานะวีรสตรีที่ช่วยโลกไว้ 

และแล้วเวลาก็ล่วงเลยไป บัดนี้ได้มีบุคคลผู้หนึ่งก้าวเดินอยู่บนเส้นทางแห่งวีรบุรุษอีกครั้ง ชายหนุ่มนาม แอชเรย์ วินเชสเตอร์

 

To be continue >> 02 เส้นทางสู่วีรบุรุษ

Comment: ตอนเล่นเกมไม่เคยคิดเลยว่า อานาสตาเซียจะมีลูกบ้าได้ขนาดนี้ พอฟังดราม่าจบเลยเก็ตว่าทำไมคานอนที่ได้รับสืบทอดเลือดมาถึงได้บ้าดีเดือดขนาดนี้ =w=a

Guardian Angels <Genesis bible>

บทที่ 1 เทวัญ กับ ลูกแกะหลงทาง [Genesis Side] (บทกลาง)

กลับมาแล้วเหรอ ?” เสียงทักทายพร้อมร่างเล็กๆที่บินออกมาต้อนรับ แต่ข้าไม่สนใจเสียงนั้น กลับรีบเดินเข้าห้องไปหยิบวัตถุรูปทรงยาวที่ถูกห่อไว้ด้วยผ้า แล้วรีบรุดไปที่ประตูหน้าบ้าน ขณะที่กำลังจะเปิดลูกบิดประตูนั้น ก็เหมือนมีอะไรมารั้งไว้
ข้าหันไปดูแขนเสื้อข้างขวา เป็นเทวดาน้อยปีกสีเทานั่นเอง อาเบลกำลังดึงแขนเสื้อของข้าอยู่ “ได้โปรด...อย่าทิ้งผมไว้คนเดียว” มือน้อยๆนั้นกำลังรั้งแขนเสื้อของข้าอย่างสุดกำลัง บนใบหน้าปรากฏรอยน้ำตาจางๆ

ปล่อยข้าเถอะ ข้าต้องไปทำงาน
ไม่ปล่อยฮะ ขอร้องล่ะ ให้ผมไปด้วยนะ” ใบหน้านั้นเริ่มมีน้ำตาซึมออกมา

ข้าชักจะเริ่มปวดหัวกับเทวดาน้อยนี่ซะแล้ว แต่จะให้เทวดาไปดูงานของข้าคงเป็นไปไม่ได้
ฟังนะอาเบล งานของข้า...เออ.... มันต้องพบปะมนุษย์และ เออ.... อื่นๆ มากหน้าหลายตา ให้เจ้าไปด้วยเห็นทีจะไม่เหมาะ
ไม่ๆๆๆๆๆ ยังไงก็ไม่เอา ขอร้องเถอะฮะ ผมไม่อยากอยู่คนเดียว
อาเบล !!” ข้าขึ้นเสียงเพราะชักหงุดหงิงขึ้นมาบ้าง

อาเบลก้มหน้าสำนึกผิด แต่ในขณะเดียวกันมือกลับกำแขนเสื้อแน่นขึ้น โดยไม่มีทีท่าว่าจะปล่อย “ข้าไม่รู้หรอกนะว่าจู่ๆเป็นอะไรขึ้นมา แต่ยังไงๆก็ให้ไปไม่ได้” ข้าเขม่นตาใส่อาเบล เขามองกลับเข้ามาในนัยน์ตาของข้า ข้าก็มองเข้าไปในนัยน์ตาของเขา เวลานั้นเองที่ข้ารู้สึกได้ว่าเทวดาน้อยคนนี้กำลังหวาดกลัวอะไรบางอย่าง

ข้าวางของพิงกำแพงไว้ และใช้นิ้วชี้มือซ้ายลูบหัวอาเบล แล้วปลอบว่า
เจ้ารอที่นี่เถอะ พอข้ากลับมาจะรับฟังเจ้าทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเหตุจำเป็นอะไรก็ตาม ขอแค่ครั้งนี้เถอะนะ

มือของอาเบลค่อยๆคลายออก

ขอบใจมาก

ข้าคว้าของที่วางพิงไว้และรุดออกนอกบ้านโดยเร็ว ส่วนเป้าหมายนั้นคือ บ้านของฮันน่า

.
.
.
.
.
.
.

บ้านซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสีขาว แต่บัดนี้ถูกกร่อนด้วยกระแสแห่งกาลเวลาจนกลายเป็นสีเทา หลังคา ประตู และ หน้าต่างมีร่องรองการซ่อมแซมไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง แต่บ้านที่ไม่เหมือนบ้านแห่งนี้กลับรายล้อมไปด้วย สวนดอกไม้นานาพันธุ์หลากหลายสีสัน ดูราวกับเป็นกองทัพผู้ดูแลรอบปราสาท
“นั่นสินะบ้านของฮันน่า” ข้าค่อยๆ เดินขึ้นเนิน ซึ่งตอนนี้ถูกย้อมด้วยแสงอาทิตย์อัสดง กลายเป็นทุ่งสีเพลิง ฮันน่าเธออยู่ที่นั่นท่ามกลางมวลดอกไม้ กำลังลังง่วนกับการรดน้ำทุกๆต้นอย่างอ่อนโยน “สวัสดีครับ” ฮันน่าสะดุ้งเพราะไม่รู้สึกว่ามีคนอยู่ที่หน้าบ้าน เธอรีบวางบัวรดน้ำ ตบกระโปรงที่เลอะเทอะของเธอ และเดินมาหาข้า

“สวัสดีค่ะ ท่านนักบวช มีธุระอะไรหรือคะ ? อุตส่าห์มาเยี่ยมหนูถึงที่นี่”
“นิดหน่อยครับ ถ้าไม่รังเกียจเราเข้าไปคุยกันในบ้านได้ไหมครับ ?”
“อะ !! ค่ะ ได้แน่นอนค่ะ แหม... หนูนี่ช่างเสียมารยาทเสียจริง” ฮันน่าเดินไปเปิดประตูบ้าน
“เชิญค่ะ”

ทันทีที่เหยียบย่างเข้าบ้านข้ารู้สึกได้ทันที มีสิ่งชั่วร้ายสิ่งสู่อยู่ที่นี่ แต่จะเป็นสิ่งชั่วร้ายประเภทใดนั้นข้ายังไม่แน่ใจ ฮันน่าบอกให้ข้านั่งรอที่โต๊ะทานข้าว ซึ่งเป็นเพียงที่เดียวที่จะสามารถรับรองแขกได้ในบ้านหลังนี้ อาจจะดูใจร้ายไปหน่อยแต่ก็ต้องยอมรับว่าสภาพภายในดูเลวร้ายกว่าสภาพภายนอกบ้านเสียอีก เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆเลยอยู่ในบ้านหลังนี้ มีเพียงโต๊ะกับเก้าอี้เก่าๆเพียง 2 ตัว กับเตียงโทรมๆเล็กๆที่อยู่ตรงมุมห้อง และ ห้องครัวที่แม้ว่าข้าจะมองไม่ชัดเพราะมีผ้าบางๆกั้นอยู่ แต่ก็รู้ได้ทันทีเลยว่ามันเกือบจะว่างเปล่า
ฮันน่าเดินออกมาจากห้องครัวพร้อมแก้วน้ำ
“เชิญค่ะท่านนักบวช ขอโทษด้วยนะคะที่หนูคงต้อนรับท่านได้เพียงเท่านี้”
“เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว” ข้ายิ้มตอบรับ

ฮันน่านั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามข้า “แล้วท่านนักบวช มีธุระอะไรกับหนูคะ?” เธอถาม

“อ้อ..ข้าได้ยินว่าพ่อของเจ้าป่วย ข้าว่าบางทีข้าอาจจะช่วยได้เจ้าได้ไม่มากก็น้อย” ข้าขยับแว่นตาขึ้นเล็กน้อย

“ค่ะ... ขอบคุณมากค่ะ แต่พวกเราไม่มีของตอบแทน...ก็คงจะ.....”

“เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วง ใช่ว่าข้าจะรักษาได้ซักหน่อย” ข้าหัวเราะสร้างบรรยากาศ “และถึงข้าจะรักษาได้ ข้าก็จะขอเพียงแค่สิ่งตอบแทนที่เจ้าสามารถให้ได้นั่นแหละ”

น้ำตาเริ่มเออล้นออกมาจากดวงตาของเธอ “ขอบคุณมากค่ะท่านนักบวช” เธอเอามือเช็ดน้ำตา “คุณพ่อได้ยินไหมคะ ? ท่านนักบวชจะช่วยรักษาพ่อ” เธอหันหน้าไปที่เตียงอันว่างเปล่า
“เอ๋......” ฮันน่าแสดงสีน่าตกใจ “คุณพ่อหายไปไหนแล้ว ?” เธอลุกขึ้นและวิ่งไปที่เตียง แล้วมองหาบางสิ่งบางอย่างอย่างบ้าคลั่ง “ท่านนักบวช ท่านเห็นพ่อของข้ารึเปล่า ตะกี๊ยังอยู่บนเตียงเลยนี่นา” เธอหันมาถามข้าด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ปากของเธอสั่นและยกมือขึ้นมากัดเล็บ สายตาเลิกลั่ก ดูราวกับเป็นคนละคนที่ข้าพบหน้าบ้านโดยสิ้นเชิง

“ตั้งแต่เข้าบ้านมาข้าไม่เห็นใครเลยฮันน่า” “ไม่จริงค่ะ !!” เธอตะโกนโดยพลัน“ตอนหนูเข้ามาพร้อมท่านนักบวช พ่อยังอยู่บนเตียงอยู่เลย” เธอวิ่งวุ่นทั่วบ้านเพื่อค้นหาพ่อของเธอ พลางบ่นซ้ำไปซ้ำมาว่า “อยู่ไหนคะ คุณพ่ออยู่ไหน”

ในที่สุดก็รู้จนได้ว่าสิ่งชั่วร้ายอะไรที่อยู่ในบ้านนี้ ข้าดึงผ้าที่ห่อของที่เอามาออก..... นี่คือ เครื่องมือหากินของข้าเอง ไม้เท้าสูงขนาดเท่าตัวคน หัวของไม้เท้าทำจากผลึกแก้วสมัยโบราณที่มีอำนาจปราบสิ่งชั่วร้าย ข้ายืนขึ้นและกระแทกไม้เท้าลงกับพื้นเป็นการเรียกสติของเด็กสาว ซึ่งก็ได้ผล เธอหยุดวิ่งวุ่นและหันมามองที่ไม้เท้า

“ฮันน่า พ่อของเธอตายไปแล้วสินะ”

เด็กสาวส่ายหัว “ไม่ใช่.....”

“วิญญาณผู้ตาย ที่ยังวนเวียนอยู่ในโลกแห่งนี้เอ๋ย..... จงปรากฏตัวต่อหน้าข้าเดี๋ยวนี้” เสียงไม้เท้ากระแทกพื้นดังขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

เด็กสาวส่ายหัวเร็วขึ้นและแรงขึ้น “ไม่ใช่..... ไม่ ไม่ เป็นไปไม่ได้ๆๆๆๆ”

“หากยังไม่ออกมาดีๆ ละก็ ข้าจะยิงด้วยอาคมที่ข้าถนัดละนะ” ข้าตะโกน แล้วเสียงหวีดร้องของเด็กสาวก็ดังขึ้น

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

------------------------

Links ตอนเก่าๆ

บทนำ

บทที่ 1 เทวัญ กับ ลูกแกะหลงทาง [Genesis Side] (ตอนต้น)

-----------------------

บทที่ 1 เทวัญ กับ ลูกแกะหลงทาง [Genesis Side] (บทต้น)

ดวงตาคู่เล็กๆ ค่อยๆกระพริบ และ ลืมตาตื่น เมื่อข้าเห็นเช่นนั้นจึงเอ่ยถามว่า
ไง ตื่นแล้วรึ ? เจ้าหลับไปเกือบ 3 วันเชียวนะ รู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง ?” แต่ดูเหมือนคู่สนทนาของข้าจะกำลังงงๆ จึงไม่ได้ตอบกลับมาทันที มันก็ไม่แปลกหรอกนะ เพราะหลังจากหลับยาว จู่ๆก็ตื่นขึ้นมาในบ้านใครก็ไม่รู้นี่นา ข้ายักไหล่เป็นเชิงว่าไม่ตอบก็ไม่เป็นไร แล้วไปลากเก้าอี้มานั่งใกล้ๆ
สายตาของร่างเล็กๆ บนเตียงนั้น จับจ้องมาที่ตัวข้าและพูดด้วยเบาๆว่า “ท่านเป็นใคร ?”

ข้าชื่อ เจเนซิส..... เจเนซิส โอเวล เป็นเออ.....จะว่ายังไงดีละ เออ....ช่างมันเถอะ” ข้าสบัดมือเพื่อบอกให้รู้ว่าไม่ต้องไปใส่ใจ รู้ไปก็เท่านั้น “ว่าแต่เจ้าเถอะ เป็นใครกันแน่ ?” พอสิ้นเสียงคำถาม
ร่างเล็กๆในชุดสีขาวนั้นก็พยายามลุกขึ้นยืนบนเตียง พลางขยับปีกสีเทากลางหลังของตนเอง ก็ไม่ได้อยากจะวิจารณ์หรอกนะ แต่จากประสบการณ์คนที่มีปีกอยู่กลางหลังแบบนี้ มันก็ต้องเทวดาแหงๆอยู่แล้ว เพียงแต่ เออ... นี่มันค่อนข้างจะแปลกไปซักหน่อย คือ...ปกติแล้วเทวดาจะต้องมีปีกสีขาว เรื่องความสูงไม่ต้องพูดถึงบางองค์สูงกว่าตัวข้าด้วยซ้ำ แต่หมอนี่มีปีกสีเทา ซ้ำพอยืนให้เห็นชัดๆบนเตียงแบบนี้แล้ว เห็นได้ชัดเลยว่าสูงประมาณฝ่ามือของข้าท่านั้นเอง

ผมชื่อ อาเบล ขอบคุณที่ช่วยผมฮะ” เทวดาจิ๋วค้อมตัวลงอย่างน้อบน้อม ทำเอาข้าตกใจไปเลยทีเดียว ก็ใครจะไปคิดว่าจะมีเทวดามาขอบคุณคนที่มีอาชีพเช่นข้ากัน “แล้วเจ้ามาทำอะไรที่นี่ ?” ข้าถาม

อาเบลไม่ตอบได้แต่เอามือจับผ้าพันแผลบนศรีษะของตน ซึ่งตอนที่ข้าไปเจอตัวเขาก็พันไว้อยู่ก่อนแล้ว บางทีคงจะถูกใครทำร้ายหรือเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็ได้ ข้าจึงถามต่อว่า “หรือว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกแกะของเจ้า ?” “ลูกแกะ.....เหรอฮะ ? เกี่ยวอะไรกับลูกแกะด้วยฮะ ?” อาเบลตอบกลับ

เดี๋ยวๆ ไม่รู้จักลูกแกะ ? ตกลงเจ้าเป็นเทวัญรึเปล่า ?” ข้าทำหน้าไม่ค่อยแน่ใจ พลางใช้นิ้วดันแว่นขึ้นเล็กน้อย แล้วเสียงเล็กๆก็ตอบกลับมาว่า “เทวัญ หมายถึง อะไรฮะ ?”

คำตอบนี้ทำเอาข้ากุมขมับเลยทีเดียว เจ้าหมอนี่กำลังล้อข้าเล่นอยู่รึเปล่า ? เป็นไปไม่ได้ที่เทวดาจะไม่รู้จักทำว่า “ลูกแกะ” หรือ “เทวัญ” ข้าชำเลืองมองหน้าของอาเบล ก็ได้แต่ถอนหายใจ เพราะดูทางจะไม่ได้ล้อเล่นหรือโกหกอะไร

เทวดาไม่มีวันโกหก.....สินะ เอาเถอะงั้นข้าจะอธิบายให้ฟัง

โดยปกติแล้วเทวดาจะไม่ลงมายังโลกมนุษย์หากไม่มีกิจอันจำเป็น แต่หากเป็นเทวัญนั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง คำว่า เทวัญ นั้นหมายถึง เทวดาผู้คุ้มครองมนุษย์ผู้ถูกเลือก ซึ่งโดยมากก็จะเป็น ผู้ที่มีความดีงามมาก หรือ ผู้รับใช้พระเจ้า เช่น บาทหลวง หรือ แม่ชี เป็นต้น และเหล่าผู้ถูกคุ้มครองนี่เอง คือผู้ที่เราเรียกว่า ลูกแกะ

หมายความว่าผมเป็น เทวัญ เหรอฮะ ?” อาเบลถาม

เจ้าถามข้าแล้วข้าจะไปถามใคร ??” ถึงจะฟังดูเหมือนคำถามกวนๆ แต่ก็จริงใจเกินว่าจะไม่เชื่อ ข้าล่ะแพ้คนประเภทนี้นักเชียว “เอาเป็นว่า เจ้าค่อยๆคิดไปละกัน เผื่อว่าจะนึกอะไรออก แล้วก็จะเดินดูรอบๆภายในบ้านข้าก็ได้ แต่อย่าออกไปเพ่นพ่านนอกบ้าน เข้าใจนะ ?

อาเบลพยักหน้า “แล้วท่านจะไปไหน ?

ไปทำงาน

.
.
.
.
.
.
.

ยูนิฟอร์มสำหรับทำงานของข้าเป็น ชุดสีดำแขนยาว ชายเสื้อด้านหน้ายาวประมาณเอว ส่วนชายเสื้อด้านหลังยาวไปจนถึงเกือบจะขาท่อนล่าง สวมกางเกงขายาวสีขาว รองเท้าสีดำ ดูเผินๆอาจจะคล้ายๆ บาทหลวง แต่ว่าไม่ใช่.........

ข้าเป็น “หมอผี

ฟังๆ ดูอาจจะไม่ค่อยเท่ซักเท่าไหร่ แต่ก็มีคนเข้ามาขอความช่วยเหลือไม่น้อยเลยทีเดียว
คนส่วนใหญ่ที่นี่ไม่มีที่พึ่ง ที่เมืองซานตาน่าแห่งนี้แม้ว่าจะมีโบสถ์แต่ไม่มีนักบวช ที่เป็นเช่นนี้เพราะพวกเขารับรู้สึกสิ่งอัปมงคลที่เกินกว่าพวกเขาจะรับมือไหว จึงได้หนีจากเมืองนี้ไปกันหมด
ครั้งแรกที่ข้ามาถึงเมืองนี้ก็รับรู้ได้ทันทีว่า ที่นี่เป็นแหล่งดึงดูดความอัปมงคลและโชคร้ายต่างๆ ซึ่งแม้ว่าข้าได้ขับไล่ไปบางส่วนแล้ว แต่นั้นก็เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ บางทีถ้ารู้ว่าต้นตอเกิดจากอะไร ก็คงจะขจัดปัญหาให้สิ้นซากไปได้............ เฮ้อ....ว่าไปนั้น

ข้าเดินไปตามถนนที่ปูด้วยอิฐสีขาว สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้า และ ผู้คนที่กำลังจับจ่ายซื้อของ อาจจะฟังดูแปลกๆ แต่เมืองที่สามารถดึงดูดโชคร้ายเข้ามาได้นี้ ในทางกลับกันก็สามารถดึงดูดผู้คนเข้ามาได้มากเช่นกัน จึงทำให้ที่นี่ก็เป็นเมืองเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยพ่อค้า แม่ค้า และ นักท่องเที่ยว

ท่านนักบวชคะ” ข้าหันไปทางต้นตอของเสียง สาววัยกลางคนที่กำลังอุ้มเด็กทารก และ จูงเด็กสาววัยประมาณ 6 ขวบ กำลังเดินตรงมาหาข้า เธอบอกให้ลูกสาวทักทาย เด็กสาวจึงโค้งตัวแล้ววิ่งไปหลบหลังคุณแม่ “ขอโทษด้วยนะคะ ลูกสาวดิฉันแกขี้อาย” ข้ายิ้มและตอบกลับ “ไม่เป็นไรฮะคุณน้า เด็กๆก็แบบนี้แหละ

ขอบคุณท่านนักบวชอีกครั้งนะคะ ที่ช่วยปัดเป่าโรคร้ายให้แก่ลูกสาวทั้งสองของดิฉัน ดิฉันไม่ทราบว่าจะตอบแทนท่านยังไงดี

มิได้ครับ ข้าแค่ทำงานของข้า แล้วก็ได้รับค่าตอบแทนมาแล้วด้วย

หญิงสาวมีท่าทีเกรงอกเกรงใจ “แต่ดิฉันไม่สบายใจ แต่ละครั้งที่ดิฉันเรียกท่านไป ท่านก็บอกแต่ว่าได้รับค่าตอบแทนมาแล้วทั้งๆที่ ดิฉันยังไม่ได้.....

ข้าได้รับมาแล้วจริงๆ” ข้ายิ้มตอบและพูดต่อว่า “แล้วก็ข้าไม่ใช่นักบวช ไม่ต้องเรียกนักบวชก็ได้

หญิงสาวส่ายหน้า “ไม่ได้หรอกค่ะ เพราะท่านเปรียบเสมือนนักบวชคนเดียวในเมืองของพวกเรา.....” ทันใดนั้นเองก็มีเสียงของเด็กสาวดังขึ้น

สวัสดีค่ะ คุณน้าอีเรีย สวัสดีค่ะ ท่านนักบวช” เด็กสาวอายุราวๆ 15 ปี แม่ค้าขายดอกไม้ประจำเมืองทักทาย “วันนี้จะกลับบ้านแล้วเหรอจ๊ะ ? เหนื่อยหน่อยนะฮันน่า” น้ำเสียงของคุณน้าเต็มไปด้วยความเอ็นดู ฮันน่าพักหน้าเป็นเชิงตอบรับและกล่าวต่อว่า “ค่ะ พอดีพ่อของหนูไปสบาย หนูต้องกลับไปดูแลท่านเร็วหน่อย
คุณน้าตอบกลับด้วยความเป็นห่วงว่า “จริงรึเนี่ย ถึงว่าหมู่นี้ไม่ค่อยเห็นหน้าค่าตา งั้นก็รีบๆกลับเถอะจ๊ะ
ขอบคุณค่ะ”ฮันน่าโค้งขอตัวกลับและเข็นรถบรรทุกดอกไม้เล็กๆ หลบหลีกฝูงชนออกไป

ข้ามองตามเด็กสาวที่ชื่อฮันน่า จนเธอหายลับไปจากสายตา “ฮันน่าเป็นคนที่น่าสงสาร” คุณน้าพูด “เธออยู่กับพ่อแค่ 2 คนมาตลอด สถานภาพของทางบ้านก็ไม่ค่อยดี มาตอนนี้พ่อของเธอยังล้มป่วยอีก เด็กคนนั้นคงทำงานหนักเป็น 2 เท่าแน่ๆ ท่านนักบวชเห็นรึเปล่า ? หน้าตาเธอซีดเซียวลงเยอะเลย

ใช่จริงๆ.....” ข้าขยับแว่นให้เข้าที่ “เด็กคนนั้น... ฮันน่า เธออาศัยอยู่ที่ไหนหรือครับ ?
อ้อ..เด็กคนนั้นแกอยู่ที่เนินนอกเมืองทางเหนือค่ะ ท่านนักบวชมีอะไรรึเปล่าคะ ?
ข้าว่า...ข้าน่าจะไปเยี่ยมเธอซักหน่อย ขอตัวก่อนนะครับคุณน้า

.
.
.
.
.
.
.

edit @ 18 Dec 2008 21:44:09 by Camio